2006/Sep/20

ชีวิตช่วงนี้ช่างวุ่นวาย สับสน

ไม่รู้ว่าจะเลือกอะไร ไม่รู้จะทำอะไร-อย่างไรดี

ไม่รู้สินะ ทุกอย่างเหมือนเป็นปัญหาหมดเลย

ใครจะรู้ว่าจะมาเจอการปฏิวัติกับเค้ากันจริงๆ

ที่เคยรู้จักก็เป็นเพียงตัวหนังสือในวิชาการเมืองการปกครอง

พอมาเจอเข้าจริงๆ...

โอ้...มันพูดไม่ออก

วันนี้เลยไม่รู้จะทำอะไร

คิดขึ้นได้ว่าอยากนำเสนอ "ความสุขของกะทิ"

หนังสือรางวัลซีไรต์ประจำปี 2549

ที่ทำให้อ่านแล้วน่าติดตาม

เรียกรอยยิ้ม และน้ำตาได้ทั้งเล่ม

ทั้งเรื่องก็เป็นเรื่องของเด็กหญิงคนหนึ่ง

ซึ่งชื่อว่า กะทิ

หลายตอนที่กะทิทำให้เราร้องไห้

และบางตอนกะทิก็ทำให้เรายิ้มและหัวเราะ

โดยมีตัวละครไม่มาก แต่ตัวละครทุกตัวในเรื่อง

ก็สามารถสร้างสีสรรให้กะทิให้เข้มข้น มีสีสัน

และชวนติดตาม

สำหรับคนที่ได้อ่านแล้วจะมีความรู้สึกเหมือนกันไหมหน๋อ...

ไม่รู้สินะตอนแรกก็อยากรู้ว่ากะทิคือใคร

เป็นลูกของใคร

แล้วแม่กะทิไปไหน

เอาไปเอามา อ่านไปอีกหน่อยก็อยากรู้ยิ่งกว่าว่า

แล้วพ่อของกะทิละคือใคร

ทำไมถึงพูดถึงแต่แม่กะทิเล่า

ทั้งๆ ที่น่าจะพูดถึงพ่อบ้าง

และแล้วเรื่องที่อยากรู้ก็จะได้รู้ตามที่สงสัย

เมื่ออ่านมาเรื่อยๆ

นั่นแหละเป็นสาเหตุที่ชวนให้ติดตาม

และก็ไปซื้อมาอ่านอีกเล่ม

ก็คือ ความสุขของกะทิ

ตอน ตามหาพระจันทร์

แต่อย่างไรก็แล้วแต่ขอบอกว่าความสุขของกะทิเล่มแรกก็สนุกแล้ว

และถ้าใครที่ได้อ่านก็คงอยากซื้อเล่ม ตามหาพระจันทร์มาดู

อะนะ...ม่ายรู้จะบอกรายแล้ว

ใครที่กำลังอยากจะหาหนังสืออ่าน

ก็อย่าลืมเลือกหยิบความสุขของกะทิมาอ่านแล้วกันนะ

แล้วจะไม่เสียดายตังค์เลยกับเงิน 105 บาทที่เสียไป

ส่วนใครที่ได้อ่านแล้วก็อย่าลืมเมนต์ให้หน่อยนะ

ว่าอ่านแล้วเปงงาย

อยากรู้ว่าเพื่อนๆ ชอบกันไหม

ม่ายแน่นะ

สักวันอาจจะมีหนังสือที่เราเขียนสักเล่มก็ได้

....อิอิ....

ใครจะปายรู้

2006/Jul/31

ว่ากันว่า ความรักทำให้โลกนี้เป็นสีชมพู

แต่ก็ได้ยินมาเหมือนกัน ความรักก็สามารถทำให้โลกมัวหมองได้เช่นกัน

ช่วงนี้....ได้ยินแต่ใครหลายๆ คน ที่กำลังโหยหาความรัก

ก็นั่นแหละ...อยู่มาตั้ง 20 กว่าปี ถึงจะเป็นกว่าที่นิดๆ...

แต่ถ้าเจอคนที่ใช่...ก็คงทำให้มายด์เฟรนด์ของฉันรู้สึกถึงรสชาดของคำว่า"รัก"

คนเราเมื่อตอนที่ยังไม่มีใคร.....

อาจจะรู้สึกว่ารักที่ตนตามหามาแสนนานมันสุดแสนจะหาเจอได้ยาก

แต่เมื่อเจอกับรักแล้วจริง-จริง......

ก็จะรู้สึกยากยิ่งกว่าที่จะต้องดูแลและถนอมรักนั้นไว้

เมื่อเรารู้สึกว่ารักตามหายากแล้ว.....

รักแท้....ที่หลายๆ คนเสาะหามันจะยากมากมายขนาดไหน

เคยได้อ่านบทความมา......ชอบและประทับใจมากมาย

"เค้าว่ากันว่า ในอดีตนานมาแล้ว....

รักแท้หาได้ทุกที่บนโลกใบนี้

แต่แล้วมนุษย์ก็ไม่เห็นค่า.....

เพราะรักแท้นั้นหาได้ง่ายเกินไป

เทวดาและนางฟ้าจึงพากันนำรักแท้ไปซ่อนไว้บนต้นไม้

มนุษย์ก็สามารถปีนป่ายขึ้นไปหารักแท้ได้อย่างง่ายดาย

แล้วเทวดากับนางฟ้าก็เลยเปลี่ยนใจหันมาฝังรักแท้ไว้ในดินแทน

แต่ก็นั่นแหละ...

มนุษย์ก็ยังใช้จอบใช้เสียมขุดดินนำรักแท้ขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย

และแล้วเทวดาและนางฟ้าจึงตัดสินใจ....

นำรักแท้ฝังไว้ในใจมนุษย์.....

นับจากนั้นเป็นต้นมารักแท้ก็ไม่ได้หาได้ง่ายดายดังเช่นในอดีต

นอกจากนี้ใครต่อใคร.....หลายต่อหลายคน.....

ก็ไม่เคยเจอกับรักแท้อีกเลย

เพราะว่ารักแท้ถูกฝังอยู่ในใจมนุษย์ ไม่ปรากฏให้เห็นดังเช่นเดิม"

รู้สึกชอบมากเลย....

เราว่ามันใช่แล้วละ เพราะรักแท้นั้น ไม่ได้เจอกันง่ายๆ

คนบางคู่ใช้เวลาศึกษากันแค่ไม่กี่เดือนก็ต้องเลิกลากันไปเพราะความรู้สึกบอกว่าไม่ใช่

และสำหรับคนบางคู่ทั้งศึกษาและใช้ชีวิตร่วมกันมานานหลายปียังต้องเลิกลากันไป

เพราะความรู้สึกที่เคยมีให้มันหายไปหมดแล้ว

คำว่า "รัก" ของใครหลายคนให้นิยามกับมันต่างกันไป

ความรักสำหรับใครบางคน

คือ ความรู้สึกว่าอยากอยู่ใกล้ๆ อยากเป็นผู้ดูแลและปกป้อง

ความรักสำหรับเธอคนนั้น

คือ ความอบอุ่นและรู้สึกปลอดภัยเมื่อมีใครคนนั้นคอยดูแลและยืนอยู่เคียงข้าง

ความรักสำหรับใครบางคน

ไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้....

แต่จะอุ่นใจทุกครั้งเมื่อได้รับคำปรึกษาและคำแนะนำจากคนๆ นั้น

และความรักสำหรับเธอคนนั้น

คือ การได้เป็นคนดูแลและให้คำปรึกษากับเธอผู้นั้นตลอดไป

ความรักสำหรับใครบางคน

คือ การอุ่นใจทุกครั้งที่มีใครคนนั้นยืนอยู่เคียงข้างและมีเค้าเป็นผู้ดูแลตลอดไป

และความรักสำหรับเธอคนนั้น

คือ การพอใจที่ได้ยืนเคียงข้างและคอยให้กำลังใจใครคนนั้นตลอดไป

ไม่ว่าความรักจะมีมุมมองแตกต่างกัน

แต่ความรัก คือ สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขมากกว่าความทุกข์

แต่อย่างไรก็ตาม.....ความรักย่อมต้องการเจ้าของ

แล้วเจ้าของความรักคือ...คนสองคน...

แล้วสักวันเมื่อถึงเวลา เราก็จะได้เป็นเจ้าของความรัก

ไม่ว่ารักนั้นจะเป็นรักในรูปแบบไหน

แต่ถ้ารักนั้นมันทำให้เจ้าของคือ เราและเค้ามีความสุข

ก็จงดูแลและถนอมรักนั้นไว้ให้แสนนาน

เพราะความรักมันบอบบางและแตกหักง่าย

จงดูแลมันให้ดีที่สุด

เราจะได้ไม่เสียดายทุกวันเวลา

เพราะอย่างน้อยเราก็ได้ทำหน้าที่ผู้เป็นเจ้าของแห่งรักอย่างดีที่สุดแล้ว

ดอกไม้ยังคู่กับแจกัน

มนุษย์ก็ย่อมควรคู่กับความรักตลอดไป

......................


edit @ 2006/08/02 13:02:53

2006/Jul/31

"มาเที่ยวสมุทรปราการ"

จังหวัดที่ออกจาก กทม. มาไม่ไกลแต่ใช้เวลานั่งรถมาน้าน..นาน

แต่ถูกอะ...แค่ 22 บาท รถ ปอ.145 ก้อพาเรามาถึงสมุทรปราการได้

มาถึงที่นี่...เราก้อโชคดี้...ดี...เพราะเจอพ่อครัวมือโปร์ (คุณพ่อน้องอ๋อม)

ที่ทำให้เราหลายต่อหลายจานอร่อย...จนทำให้พวกเราเต็มอิ่มทุกมือ

มีโอกาสได้ไปตลาดปากน้ำ ไปจ่ายตลาดกับพ่ออ๋อม

ฮืม...ชั่งน่าอิจฉาคนแถวนี้...ได้กินอาหารทะเลสดๆ ราคาก็ไม่แพงมาก

และมื้อเย็นที่พวกเรารอคอยก้อมาถึง

มื้อนี้ทำให้พวกเราอิ่มอร่อยกันทั้งคืน

เช้าวันอาทิตย์ คือ วันที่เริ่มโปรแกรมเที่ยวของพวกเรา

(ถ้าไม่ได้ไปไหนเลย เค้าก้อ...ไม่เรียกว่ามาถึงที่ ใช่มั๊ย?)

วันนี้ นำโดยเจ๊อ๋อม...กันต์ นอย เก๋ เมย์ และติ๊ก

"วันนี้พวกเรามาในฐานนะแก๊งแฟนฉัน"

กันต์ เก๋ ติ๊ก

จักรยานหมายเลข 1

อ๋อม นอย เมย์

จักรยานหมายเลข 2

มาปั่นจักรยานหวนรำลึกความหลังกันที่เมืองโบราณ

ค่าเข้าชม 100 บาท ค่าจักรยานอีก 50 บาท

ก้อทำให้เราเข้าชม เมืองโบราณ พื้นที่กว่า 800 ไร่

เมืองโบราณ คือ เมืองที่จำลองเอาสิ่งก่อสร้างที่สำคัญๆ ทั่วประเทศไทย

มาตั้งไว้ในที่ๆ เดียว

ดูจากรูปแผนที่แล้ว เมืองโบราณจะสร้างขึ้นตามรูปพรรณสันฐานของประเทศไทย

และแบ่งออกเป็นภาคต่าง ๆ และแต่ละภาคก็จะมีที่เที่ยวที่น่าสนใจอยู่มากมาย

พวกเราเริ่มปั่นจักรยานจากประตูทางเข้า

ก็เริ่ม เข้าสู่ดินแดนภาคใต้ มีที่เที่ยวมากมาย

แล้วก็เข้าสู่ภาคกลาง บริเวณส่วนรังสรรค์ เข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

และมาสิ้นสุดที่ภาคตะวันออก

แล้วก้อออกประตูทางออก

แต่เหมือนจะใกล้จากที่เล่าๆ มาทั้งหมดนี้

แต่ขอบอกว่ามีที่เที่ยวอยู่ราวๆ ร้อยกว่าที่

ถ้าให้แวะทุกที่พวกเราคงไม่ไหวแน่เพราะเมืองโบราณสร้างขึ้นบนพื้นที่ 800 ไร่

และถือว่าเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย

พวกเราแก๊งแฟนฉันเลยปั่นจักรยานไปทุกภาค และขอแวะแค่บางที่เท่านั้น

มาดูก้อแล้วกันนะว่าพวกเราแวะที่ไหนกันบ้าง

ที่แรกเลย

ตลาดปากน้ำ

แอบไปนั่งเรือพาย

ได้รูปสวยๆ ของคลองตลาด

เรือสำเภา

เป็นเรือสำเภาที่ใหญ่มาก

แต่เอ๊ะ...แปลกไม่มีใครถ่ายรูปเรือมาเลย

ได้แต่เข้าไปนั่งถ่ายรูปกันข้างใน

เรามานั่งถ่ายรูปกันตรงกระดานลื่น

(อิอิ...เรียกไปงั้นแหละที่จริงมันก็คือตัวเรือด้านในที่มันลาดลงมานั่นแหละ)

ขบวนเสด็จพยุหยาตราทางชลมารค

เค้าจำลองเรือเป็นริ้วขบวน

อยู่กลางแม่น้ำ

เห็นแล้วก้ออดใจ วิ่งลงไปถ่ายรูปไม่ได้

ก้อเลยได้ภาพสวยๆ มาฝากกัน

หอคำ ลำปาง

เป็นที่ๆ เติมพลังของพวกเรา

เพราะข้าวต้มมื้อเช้า&เที่ยง เริ่มหมดไปแล้ว

พวกเราเลยแวะกินเฉาก๊วยกันคนละหนึ่งถ้วย

ยกเว้นน้องกันต์ของพวกเราที่เหมาเยอะกว่าเพื่อนกินไป 2 ถ้วย

แล้วเราก้อได้ภาพสวยๆ ของรถม้าลำปางมาฝากกัน

กว่าจะเซ๊ตได้รูปนี้ ใช้เวลานานเหมือนกันนะ

วิหารล้านช้างและหอไตร

ต่อจากนั้นเราก้อปั่นกันไปเรื่อยๆ แล้วก็ไปสะดุดตากับวิหารล้านช้างและหอไตร

เราเลยเข้าไปไหว้พระ และเก็บรูปถ่ายสวยๆ ในวิหารมาฝากกัน

ขอบอกว่า ข้างในวิหารสวยมาก มีทั้งตุง มีทั้งข้าวตอก พร้อมๆ แสงไฟสวยๆ

ทำให้รูปที่ได้ มีแสงและสีที่สวยงามมากๆ

พระเจดีย์ศรีสองรักษ์

ไม่ขอพลาดขอแอบไปเก็บภาพ พระเจดีย์สรีสองรักษ์

ไปฝากช่างภาพ ที่ยังแอบน้อยใจที่ไม่ได้มาเที่ยว trip นี้ด้วย

เขาพระวิหาร

เป็นสิ่งก่อสร้างที่สะดุดตาสะดุดใจเรามาก

สวยงามจริงๆ

ดูยิ่งใหญ่ และดูมีคุณค่า เป็นความสามารถของคนสมัยก่อนจริง

เราได้ภาพสวยๆ สำหรับที่นี่เยอะมาก

แม้ว่าพวกเราจะเหน็ดเหนื่อยมากพอควรแล้ว

ก้อมีนั่งพัก ด้วยสีหน้าอ่อนแรง

แต่ก้อดีใจที่ได้ขึ้นมาเที่ยวเขาพระวิหาร

ก่อนออกประตูทางออก เราแวะกันที่....

ตลาดโบราณ

ตลาดโบราณมีของที่ระลึกขายกันมากมาย

ทั้งขนม ของใช้ ของเล่น มากมาย

พวกเราก้อมาเติมพลังด้วยขนมครก และน้ำเย็นๆ

ที่จะช่วยให้พวกเราออกไปหาแท็กชี่กลับบ้านได้

สำหรับรูปหลุดที่พวกเราตั้งใจจะเก็บภาพมาฝากกัน

และสร้างเสียงหัวเราะให้พวกเรามากมาย

สนุกมากสำหรับ trip เมืองโบราณ

มาที่เดียวแต่ได้เที่ยวทุกภาค คุ้มจริงๆ

และขอบคุณมากมายสำหรับที่พักฟรี กับข้าวแสนอร่อย

จากครอบครัวปรีหะจินดา

หวังว่า เสียงเพลงจากคุณลูกและเพื่อนๆ

คงไม่ทำให้คุณพ่อกะคุณแม่นอนไม่หลับนะคะ